วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต ปี 2554

อุทยานแห่งชาติตาดโตน
อุทยานแห่งชาติตาดโตน อ.เมือง จ.ชัยภูมิ อุทยานแห่งชาติตาดโตน ประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อน และมีน้ำตกตาดโตน ที่งดงามมาก..มีจำนวนนักท่องเที่ยวถึง 221,735 คน


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณสมยศ นาคอุไร , คุณ น้ำตาพระรอง , คุณ InBox , นิตยสารคู่หูเดินทาง , ช่อง 3 , Oaddybeing , คุณ ปลาหมึกน้อยกับนายโอเลี้ยง , คุณ CDNew , travelmaehongson.org  , ททท. , dnp.go.th , teawtourthai.com , คุณ P r i m t a a , คุณ มาเรีย ณ ไกลบ้าน , คุณ chaoswalker , คุณนพพงศ์ สังแก้ว , คุณ 3seasons , คุณ P r i m t a a , อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ , คุณ tatatube , คุณ ตามพระจันทร์ , Eddy , คุณ nonglak ,    คุณ Phitchaphat และ คุณ Phitchaphat

          "เที่ยวเมืองไทย...ไม่ไปไม่รู้" ... ประโยคนี้ยังใช้ได้ดีเสมอ สำหรับคนที่ชื่นชอบและรักการเที่ยว โดยเฉพาะการได้ท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อสัมผัสกับความงดงามทางธรรมชาติของขุนเขา ท้องทะเล วัดวาอาราม ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม เทศกาลงานประเพณี และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ฯลฯ ก็แหม...เที่ยวเมืองไทยไปได้ทุกวัน ทุกเดือน ทุกฤดูกาลนี่ (จริงไหม) แต่เอ…เพื่อน ๆ อยากรู้หรือเปล่าล่ะว่า สถานที่ท่องเที่ยวที่ใคร ๆ ต่างก็นิยมเดินทางไปเยือนในปีมีที่ไหนบ้าง วันนี้กระปุกดอทคอมได้รวบรวมเอา 20 สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต ปี 2554 มาบอกกันด้วย อยากรู้ว่ามีที่ไหนบ้าง ไปดูกันเลย ...

 เกาะช้าง

          เกาะช้าง...เกาะยอดฮิตตลอดกาล อาจเพราะมีธรรมชาติอันงดงามทั้งบนบกและในทะเล มีหาดทรายขาวละเอียดที่สะอาดบริสุทธิ์ อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ที่สำคัญคือสามารถไปท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะฤดูไหน ๆ ความงดงามของ เกาะช้าง หรือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด เกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ก็ยังคงสวยงามเสมอ

          ทั้งนี้ สภาพโดยรวมบนเกาะช้างพื้นที่กลางเกาะเป็นภูเขาและป่าดิบชื้น มีที่ราบอยู่ตามขอบเกาะก่อนถึงชายหาดของอ่าวต่าง ๆ ที่ราบเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสวนมะพร้าว สวนยางพารา และสวนผลไม้อื่น ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วพื้นที่ของเกาะช้างเป็นภูเขาสูง มีหินผาสลับซับซ้อน ยอดเขาที่สูงที่สุด ได้แก่ ยอดเขาสลักเพชร อันเป็นแหล่งกำเนิดของน้ำตกและลำธารหลายสาย ที่หล่อเลี้ยงผู้คนและสรรพชีวิตบนเกาะ และมีพื้นที่บางส่วนที่เป็นสวนยางพาราและสวนผลไม้ด้วย

          สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะช้างก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หาดทรายขาว หาดคลองพร้าว หาดไก่แบ้, บ้านสลักคอก, อ่าวสลักเพชร – บ้านสลักเพชร,บริเวณยุทธนาวีเกาะช้าง, หาดบางเบ้า – หมู่บ้านประมงบางเบ้า ฯลฯ และมีเกาะขนาดเล็กรายล้อมอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับท่องเที่ยวเกาะช้าง คือ ช่วงเดือนตุลาคม-เมษายน เพราะเป็นช่วงคลื่นลมสงบ ส่วนช่วงเวลาระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน เป็นช่วงฤดูมรสุม ทะเลมีคลื่นลมแรง โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม ส่วนเดือนสิงหาคมมีฝนตกชุกที่สุด นักท่องเที่ยวจึงควรตรวจสอบสภาพอากาศและคลื่นลมในทะเลก่อนเดินทาง

เขาใหญ่

          เรียกได้ว่าชื่อของ เขาใหญ่ หรือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มักติดโผสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของเมืองไทยเสมอ เพราะธรรมชาติที่เขียวขจีของผืนป่า ความเย็นฉ่ำของน้ำตก ความสดชื่นขอสายน้ำ ทำให้นักเดินทางมักแวะเวียนไปท่องเที่ยว ซึ่งเขาใหญ่มีอาณาเขตครอบคลุม 4 จังหวัด คือ จังหวัดสระบุรี  นครราชสีมา ปราจีนบุรี และนครนายก อุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานานาชนิด ตลอดจนมีลักษณะทางธรรมชาติที่สวยงาม ทำให้เขาใหญ่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ในปี 2548

          สำหรับลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูง และยังประกอบด้วยทุ่งกว้างสลับกับป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ในฤดูร้อนดอกไม้ป่ามีหลากสีบานสะพรั่ง บ้างออกผลตามฤดูกาล ฤดูฝนป่าไม้ทุ่งหญ้าเขียวขจี น้ำตกทุกแห่งไหลแรงส่งเสียงดังก้องป่า และฤดูหนาวช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นฤดูที่นักท่องเที่ยวมากที่สุด ท้องฟ้าแจ่มใส ป่าไม้เขียวขจี

          ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่, น้ำตกกองแก้ว, น้ำตกผากล้วยไม้, น้ำตกเหวสุวัต, หอดูสัตว์, น้ำตกเหวนรก นอกจากนี้ บริเวณใกล้ ๆ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวชิค ๆ อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Palio, The SmokeHouse, Primo Posto, ตลาดน้ำกลางดง และฟาร์มโชคชัย ฯลฯ

          ทั้งนี้ อุทยานฯ มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว วันละ 2,000 คน ดังนั้น ผู้ประสงค์จะเข้าไปเที่ยวในอุทยานฯ กรุณาสอบถามหรือติดต่อล่วงหน้าที่ โทรศัพท์0 3736 5033, 08 1877 3127, 08 6092 6531 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

เกาะล้าน

          ใครจะเชื่อว่าทะเลที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไม่มากนัก จะมีน้ำทะเลที่ใสสะอาด หาดทรายขาวนวลชวนสัมผัสซะขนาดนี้ จึงไม่ต้องแปลกใจหาก เกาะล้าน จังหวัดชลบุรี จะกลายเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง ที่เหล่าบรรดานักเดินทาง ต่างพากันแวะเวียนไปเยือนตลอดทั้งปี

          อีกทั้งบนเกาะล้านยังมีชายหาดที่สวยงามหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นหาดตาแหวน, หาดสังวาลย์, หาดทองหลาง, หาดแสม และหาดเทียนหาดนวล ซึ่งส่วนใหญ่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำ เพราะน้ำทะเลที่เกาะล้านนี้ใสมาก ๆ แถมยังเย็นชื่นใจอีกด้วย หรือจะเลือกไปดำน้ำดูปะการัง เล่นกีฬาทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็น "เรือลากร่มชูชีพ" สำหรับผู้ที่ชอบหวาดเสียว "เรือสกี" สำหรับผู้ที่ชอบความท้าทาย หรือจะเลือกมันส์ไปกับ "สกู๊ตเตอร์" ก็ไม่มีใครว่า

          หากเล่นทะเลจนเบื่อแล้ว ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปกินลมชมวิวชิว ๆ กันต่อที่ "จุดชมวิวเขานม" เป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดของเกาะล้าน ตั้งอยู่บริเวณเขานมใกล้ ๆ กับหาดแสม นักท่องเที่ยวสามารถเดิน หรือใช้บริการรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างขึ้นไปชมความสวย งามของท้องทะเลสีครามกับตัวเมืองพัทยา ที่ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์ได้งดงามกลมกลืน ดุจภาพวาดที่ทุกคนต้องประทับใจ

เกาะเสม็ด

          เกาะงามอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย สำหรับ เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง เสน่ห์มัดใจของที่นี่ นอกจากจะมีชายหาดขาวสะอาด น้ำทะเลเย็นใสน่าสัมผัสแล้ว ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกทั้งยามกลางวันและค่ำคืน ที่สำคัญการเดินทางไปก็ไม่ยากนัก เพราะอยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพฯ เท่าไรด้วยนะ นอกจากนี้ ภายในเกาะเสม็ด ยังประกอบไปด้วยชายหาดและอ่าวต่าง ๆ ที่เรียงรายยาวสุดลูกลูกตา ที่นักท่องเที่ยวต่างการันตีว่า ถ้าไปถึงแล้วแทบจะไม่อยากกลับเลยทีเดียว

          เกาะเสม็ด มีหาดทรายธรรมชาติสวยงามที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ได้แก่ หาดทรายแก้ว อ่าวน้อยหน่า อ่าวลูกโยน อ่าวไผ่ อ่าวพุทรา อ่าวทับทิม อ่าวลุงดำ อ่าวช่อ อ่าวตะวัน อ่าววงเดือน อ่าวเทียน อ่าวหวาย อ่าวกิ่ว อ่าวปะการัง อ่าวกะรัง และอ่าวพร้าว นอกจากนี้ เกาะเสม็ดยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีที่พักหลากหลายรูปแบบจำนวนมาก ที่ราคาไม่แพงนัก จึงถือเป็นเกาะเปี่ยมเสน่ห์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบอีกแห่งหนึ่งในปัจจุบัน

          ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับท่องเที่ยวเกาะเสม็ด คือ ช่วงเดือนตุลาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงคลื่นลมสงบ ส่วนช่วงเวลาระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน เป็นช่วงฤดูมรสุม ทะเลมีคลื่นลมแรง โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม ส่วนเดือนสิงหาคมมีฝนตกชุกที่สุด นักท่องเที่ยวจึงควรตรวจสอบสภาพอากาศและคลื่นลมในทะเลก่อนเดินทาง

เกาะสีชัง

          ถึงแม้ว่าชื่อจะน่าชัง แต่ด้วยความสวยงามของธรรมชาติ ทำให้ เกาะสีชัง ติดเข้าโผสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งเกาะสีชังเป็นเกาะใหญ่ที่มีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของชลบุรี อยู่ห่างจากฝั่งศรีราชาประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นที่จอดพักเรือสินค้านานาชาติ และเป็นเกาะที่น่าท่องเที่ยวในบรรยากาศแบบท้องถิ่น ซึ่งสามารถแวะท่องเที่ยวในวันเดียวหรือพักค้างคืนก็ได้ ชุมชนเกาะสีชังอยู่ทางด้านตะวันออกของเกาะ เป็นที่ตั้งของท่าเรือเทววงศ์ (ท่าล่าง) และเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางด้วยรถสามล้อเครื่องหรือสกายแล็ปไปยังจุดอื่น ๆ

          บนเกาะสีชังจุดท่องเที่ยวบนเกาะสีชัง ได้แก่ ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่, มณฑปรอยพระพุทธบาท, ช่องเขาขาด, พระจุฑาธุชราชฐาน, หาดถ้ำเขาพัง เป็นต้น ทั้งนี้ การเดินทางท่องเที่ยวบนเกาะ เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะสีชังอยู่ห่างกันพอสมควร จะสะดวกมากหากจะเช่ารถสามล้อเครื่องจากท่าเทียบเรือไปชมสถานที่ต่าง ๆ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษก็เที่ยวได้ทั่วเกาะ ค่าเช่ารถสามล้อเครื่อง คิดเป็นรอบ ๆ ละประมาณ 150-250 บาท ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและระยะทาง

ปาย

          ไม่ติดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมคงแปลกไม่น้อย สำหรับ “ปาย” อำเภอเล็ก ๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่ชื่อเสียงกลับไม่เล็กตามไปด้วย เพราะถือว่าเป็นอำเภอที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวมากที่สุดในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาว ในอดีตเมืองปายมักรู้จักเฉพาะกันเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งต่อมา ก็เป็นที่นิยมท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทย และเมืองปายถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้นๆ ของเมืองไทย

          เสน่ห์ที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสเมืองปาย นอกจากธรรมชาติอันร่มรื่นแล้ว การเดินชิล ๆ บนถนนคนเดินปายก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือน ถนนชัยสงครามบริเวณท่ารถปายทั้งเส้นจะปิดการจราจร ให้นักท่องเที่ยวเดินเลือกซื้อสินค้า ทั้งจากสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่นของชาวเขา ตลอดจนสินค้าอื่น ๆ ทั่วไป โดยเฉพาะของฝาก ของที่ระลึก เสื้อผ้า รูปภาพ โปสการ์ด ตลอดจนร้านอาหาร ที่พัก แหล่งบันเทิงต่าง ๆ จะมีอยู่เรียงรายในถนนเส้นนี้ แต่กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวยอดนิยม คือการเขียนโปสการ์ดส่งไปจากปาย จึงทำให้มีร้านโปสการ์ดและร้านกาแฟ มีอยู่ทั่วไปในถนนคนเดิน

น่าน

          จังหวัดเล็ก ๆ ที่ยังคงกลิ่นอายของศิลปวัฒนธรรมล้านนาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม จึงเป็นสิ่งดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวอยากไปสัมผัสอดีตกาล ณ น่าน ดินแดนในอ้อมกอดของขุนเขาด้านตะวันออกของภาคเหนือ อุดมด้วยธรรมชาติผืนป่า สายน้ำ ทะเลหมอก หล่อหลอมรวมกับวิถีวัฒนธรรมของผู้คนชาวไทยลื้อ ทำให้เสน่ห์ของน่านไม่ได้มีเพียงธรรมชาติอันพิสุทธิ์ แต่ยังมีศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ที่แฝงด้วยแรงศรัทธาในพุทธศาสนา และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

          ปัจจุบัน เมืองน่านยังคงดำเนินวิถีชีวิตอย่างสงบสุขและเรียบง่าย ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพิงเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก ซึ่งความเรียบง่ายเหล่านี้ เป็นเสน่ห์ที่สำคัญของเมืองน่าน ที่ทำให้ใคร ๆ ก็ต่างอยากเดินทางไปท่องเที่ยวสักครั้ง และถึงแม้จะเป็นเมืองเล็ก แต่น่านก็มีเสน่ห์เรื่องอาหารการกินอยู่ไม่ใช่น้อย มีอาหารพื้นเมืองชาวเหนือให้ได้ลองชิมกัน

          ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในจังหวัดน่านมีหลายรูปแบบ ทั้งวัดวาอาราม โบราณสถาน แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น วัดพระธาตุแช่แห้ง, วัดพระธาตุช้างค้ำ, วัดภูมินทร์, อุทยานแห่งชาติภูคา, อุทยานแห่งชาติศรีน่าน และผาชู้ เป็นต้น โดยเฉพาะการไปชมความงดงามของ “ดอกชมพูภูคา” ดอกไม้ใกล้สูญพันธุ์ชนิดหนึ่งของโลก ที่มักออกดอกสีชมพูบานสะพรั่งทั้งต้น คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมของทุกปี ณ อุทยานแห่งชาติภูคา

ม่อนแจ่ม

          นาทีนี้ไม่พูดถึง ม่อนแจ่ม คงไม่ได้ เพราะกำลังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ไปซะแล้ว ด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม มองเห็นวิวทิวเขาซับซับซ้อน แถมยามค่ำคืนฟากฟ้าแวดล้อมไปด้วยดวงดารา ส่องแสงประกายระยิบระยับ จึงทำให้ม่อนแจ่มเข้าไปอยู่ในใจใครหลาย ๆ คน

          ม่อนแจ่ม คือสถานที่พักแห่งใหม่ของโครงการหลวง เป็นพื้นที่บนสันเขาในระดับความสูงประมาณ 1,350 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในรูปแบบแคมปิ้ง รีสอร์ท ที่กลมกลืนกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังพิเศษตรงที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เพราะเพียงแค่คุณเปิดหน้าต่าง สายลมเย็น ๆ วิวขุนเขา สายหมอก ก็โผล่รอต้อนรับ แถมยามค่ำคืนดาวน้อยใหญ่จะค่อย ๆ ส่องประกายแวววับให้มองเพลิน ๆ ซะด้วย

          แถมที่ม่อนแจ่มยังมีร้านอาหารที่นำผลิตผลท้องถิ่นที่ปลูกเอง มาปรุงให้รับประทานกันด้วย ผัก ๆ สด ๆ หวานกรอบ หาชิมยากในเมืองกรุง และถ้ากินอิ่มแล้วอยากยืดแข้งขืดขา ก็สามารถไปเดินชมแปลงสตรอเบอร์รีผลสีแดงสด...ว้าว!    

ภูทับเบิก

          แปลงปลูกกะหล่ำปลีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทะเลหมอกขาวโพรนไกลสุดลูกหูลูกตา คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงนักสำหรับ “ภูทับเบิก” จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นจุดที่สูงที่สุดของเพชรบูรณ์ มีความสูงจากระดับทะเลประมาณ 1,768 เมตร และมีสภาพภูมิประเทศที่สวยงามด้วยธรรมชาติแบบทะเลภูเขา มีอากาศบริสุทธิ์ สภาพภูมิอากาศเย็นสบายตลอดปี เนื่องจากร่องลมเย็นจากเทือกเขาหิมาลัยและอยู่บนที่สูง จึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล ตอนเช้ามีกลุ่มเมฆ และทะเลหมอกตัดกับยอดเทือกเขาเพชรบูรณ์

          ปัจจุบัน ภูทับเบิกเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ซึ่งได้อพยพมาอาศัยอยู่ที่บ้านทับเบิก หมู่ 14 และหมู่ 16 โดยอยู่ในความดูแลของศูนย์พัฒนาสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดเพชรบูรณ์ ในราวเดือนธันวาคม-มกราคม จะมีดอกซากุระหรือนางพญาเสือโครงสีชมพูบานสะพรั่งไปทั้งภูเขา

          นอกจากนี้ ในยามค่ำคืนยังมองเห็นแสงไฟระยิบระยับจากบ้านเรือนในอำเภอหล่มสักที่อยู่เบื้องล่าง เปรียบได้กับ “ดาวบนดิน” จากสภาพดังกล่าว ทำให้ภูทับเบิกเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และดึงดูดนักท่องเที่ยวที่นิยมสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็น วิถีชีวิตชาวเขา และแหล่งธรรมชาติบริสุทธิ์ ภายใต้คำกล่าวที่ว่า “นอนทับเบิก สัมผัสความหนาว ดูดาวบนดิน”

ดอยอ่างขาง

          อาจเพราะอากาศบนดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ หนาวเย็นตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม อากาศจะเย็นจนน้ำค้างกลายเป็นน้ำค้างแข็ง แถมดอกไม้นานาพันธุ์ยังสับเปลี่ยนหมุนเวียนออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วทั้งดอย เช่น ต้นดอกนางพญาเสือโคร่ง อีกทั้งมีกิจกรรมท่องเที่ยวหลายอย่างที่สามารถทำได้ เช่น เดินเท้าศึกษาธรรมชาติ ขี่ล่อล่องไพร เป็นต้น จึงไม่แปลกที่ดอยอ่างขางจะเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

          ส่วนสถานที่น่าสนใจบนดอยมีหลายแห่ง ได้แก่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง มีพรรณไม้ที่ปลูกมากมาย เช่น ไม้ผลอย่างบ๊วย ท้อ พลัม พลับ กีวี กาแฟพันธุ์อาราบิกา, ไม้ดอก เช่น แกลดิโอลัส เยอบีราพันธุ์ยุโรป สแตติส, ผัก เช่น ซูกินี เบบีแครอต กระเทียมต้น หอมญี่ปุ่น ผักกาดฝรั่ง ถั่วแดงหลวง ฯลฯ นอกจากนี้ ที่สถานีฯ ยังเป็นแหล่งเที่ยวชมวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านชาวไทยภูเขาต่าง ๆ ได้แก่ เผ่ามูเซอดำ ปะหล่อง และจีนฮ่อ รวมทั้งชมความงามตามธรรมชาติของผืนป่า กิจกรรมดูนกซึ่งมีนกทั้งนกประจำถิ่นและนกหายากต่างถิ่น

          พร้อมผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย งานส่งเสริมเกษตรกรจำหน่ายใต้ตราสินค้า "ดอยคำ" และที่พักทั้งในรูปแบบรีสอร์ท บ้านพักแบบกระท่อมและลานกางเต็นท์พร้อมอาหารและเครื่องดื่มบริการ, สวนบอนไซ อยู่ในบริเวณสถานีฯ เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้เขตอบอุ่นและเขตหนาวทั้งในและต่างประเทศ และจุดชมวิวกิ่วลม ที่สามารถชมทะเลหมอกและวิวพระอาทิตย์ทั้งขึ้นและตก มองเห็นทิวเขารอบด้านและหากฟ้าเปิดจะมองเห็นสถานีเกษตรหลวงอ่างขางด้วย

 ดอยอินทนนท์

          สุดยอดขุนเขาสูงสุดในสยามนามดอยอินทนนท์ งดงามด้วยพรรณพฤกษาและบรรยากาศเทือกดอยหนาวเย็นดึงดูดใจ ชื่อของดอยอินทนนท์จึงติดอยู่ในอันดับที่นักเดินทางคิดถึงเมื่อนึกจะไปท่องเที่ยวเป็นอันดับต้น ๆ เสมอ ทั้งนี้ ดอยอินทนนท์เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยซึ่งพาดผ่านจากประเทศเนปาล ภูฐาน พม่า และมาสิ้นสุดที่จังหวัดเชียงใหม่ สิ่งที่น่าสนใจของดอยนี้ไม่เพียงแต่เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศด้วยความสูง 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางเท่านั้น แต่สภาพภูมิประเทศและสภาพป่าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นป่าดงดิบ ป่าสน ป่าเบญจพรรณ และอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะมีหมอกปกคลุมเกือบทั้งวัน และบางครั้งน้ำค้างยังกลายเป็นน้ำค้างแข็ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้มีผู้มาเยือนที่นี่อย่างไม่ขาดสาย

          สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ น้ำตกแม่ยะ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสวยงามมากแห่งหนึ่ง, น้ำตกแม่กลาง มีน้ำไหลตลอดปี มีความสวยงามตามธรรมชาติ, ถ้ำบริจินดา เพดานถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงามมาก มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในถ้ำด้วย, น้ำตกวชิรธาร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ น้ำจะดิ่งจากผาด้านบนตกลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง, น้ำตกสิริภูมิ เป็นสายน้ำตกแฝดไหลลงมาคู่กันแต่เดิมเรียกว่า “เลาลึ” ตามชื่อของหัวหน้าหมู่บ้านม้งซึ่งอยู่ใกล้ ๆ น้ำตก

          โครงการหลวงดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่ในบริเวณดอยอินทนนท์ สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์เป็นสถานีวิจัยดอกไม้เมืองหนาวเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังมีโครงการวิจัยสตรอว์เบอรรี โครงการศึกษาและรวบรวมพันธุ์เฟินชนิดต่าง ๆ โครงการวิจัยกาแฟ โครงการวิจัยฝรั่งคั้นน้ำ ไม้ และยังมีพืชผักสมุนไพร และไม้ผลขนาดเล็ก ซึ่งจัดจำหน่ายภายใต้ตรา "ดอยคำ", พระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างขึ้นโดยกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทย พระมหาธาตุนภเมทนีดล สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อพ.ศ.2530 และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ

          ยอดดอยอินทนนท์ จุดสิ้นสุดของทางหลวงหมายเลข 1009 เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,565 เมตร) มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี เป็นที่ตั้งสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศไทย และเป็นที่ประดิษฐานสถูปเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของป่าไม้และหวงแหนดอยหลวงเป็นอย่างมากต้องการที่จะอนุรักษ์ไว้จนชั่วลูกชั่วหลาน ท่านผูกพันกับที่นี่มากจึงสั่งว่าหากสิ้นพระชนม์ไปแล้วให้แบ่งเอาอัฐิส่วนหนึ่งมาไว้ที่นี่, น้ำตกห้วยทรายเหลือง เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีน้ำไหลแรงตลอดปี, น้ำตกแม่ปาน นับว่าเป็นน้ำตกที่ยาวที่สุดของเชียงใหม่ก็ว่าได้ ตกลงมายังเบื้องล่างกระทบโขดหินแตกเป็นฟองกระจายไปทั่วบริเวณทำให้มีความชุ่มชื้น, เส้นทางศึกษาธรรมชาติบนดอยอินทนนท์ที่กิ่วแม่ปานและอ่างกาหลวง

ภูกระดึง

          ภูกระดึง ... แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย เพราะมีสภาพธรรมชาติสมบูรณ์ประกอบด้วยระบบนิเวศและภูมิประเทศหลากหลายทั้งทุ่งหญ้า ป่าสนเขา ป่าดิบ น้ำตกและหน้าผาชมทิวทัศน์ เส้นทางขึ้นภูกระดึง ทางขึ้นค่อนข้างชันแต่จะมีจุดแวะพักที่ “ซำ” หมายถึง บริเวณที่มีแหล่งน้ำใต้ดินผุดขึ้นมาแต่ละจุดมีเครื่องดื่มและอาหารบริการ

          จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนภูกระดึง ได้แก่ ผานกแอ่น เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่งดงามมากแห่งหนึ่ง สามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างซึ่งเป็นท้องทุ่งและเทือกเขา, ผาหล่มสัก เป็นลานหินกว้าง และมีสนต้นใหญ่อยู่ใกล้กับชะง่อนหินที่ยื่นออกไปจากหน้าผา เป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกได้ชัดเจนที่สุด จึงทำให้นักท่องเที่ยว ช่างภาพนิยมไปถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ผาแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของภูกระดึง นอกจากนี้ ยังมี ผาหมากดูก น้ำตกวังกวาง น้ำตกเพ็ญพบใหม่ น้ำตกโผนพบ น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกธารสวรรค์ น้ำตกถ้ำสอเหนือ น้ำตกถ้ำสอใต้ สระอโนดาต เป็นต้น

นาซ่าคาดดาวยักษ์พุ่งชนโลกในเดือน พ.ย.นี้

นาซ่าคาดดาวยักษ์พุ่งชนโลกในเดือน พ.ย.นี้

นาซ่าเผยข้อมูลล่าสุด ดาวเคราะห์ขนาดมหึมาหนัก 55 ล้านตัน อาจพุ่งชนโลกในพ.ย. ความรุนแีรงเทียบเท่าปรมาณู 65,000 ลูก

สำนักข่าวต่างประเทศ (6 พ.ค.) อ้างได้รับการเปิดเผยข้อมูลล่าสุดจากองค์การนาซ่า โดยรายงานระบุว่าผู้เชี่ยวชาญของนาซ่าได้มีการทำนายว่า ดาวเคราะห์ขนาดมหึมา มีขนาดความกว้าง 1,300 ฟุต หนัก 55 ล้านตัน กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้และอาจพุ่งชนโลกได้ราวเดือนพฤจิกายน ปลายปีนี้

ทั้งนี้ ยังรายงานยังบอกอีกว่า ถ้าหากไม่ชนโลกอาจจะแค่เฉียดแบบระยะเผาขนด้วยระยะห่างเพียง 201,700 ไมล์ นับว่าเป็นการเคลื่อนเ้ข้ามาใกล้กว่าดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ที่ห่างราว 238,857-248,725 ไมล์

ดาวเคราะห์ดวงดังกล่าว มีชื่อว่า YU55 โคจรรอบดวงอาทิตย์ทุก ๆ 14 เดือน สามารถมองเห็นเป็นขนาดเล็กด้วยกล้องดูดาวเทเลสโคป และถ้าเป็นอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญของนาซ่าได้กล่าวไว้ประมาณวันที่ 8 พ.ย.54 ดาวเคราะห์ดวงนี้อาจสร้างความหายนะครั้งร้ายแรงไ้ด้หากพุ่งชนโลก ตามคำทำนาย เพราะระดับความรุนแรงนั้นจะเทียบเท่ากับระเบิดปรมาณู 65,000 ลูก แรงปะทะอาจส่งผลให้เกิดหลุมลึก 2,000 ฟุต กว้าง 6 ไมล์

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกตะวันออกละลายเร็วมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา







ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมของสหรัฐพบว่า แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกตะวันออกละลายเร็วมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สร้างความแปลกใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์ที่ไม่คิดว่าแผ่นน้ำแข็งขนาดยักษ์นี้จะ ละลายเร็วเหมือนแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกตะวันตกที่มีขนาดเล็กกว่า
วารสารเนเจอร์จีโอไซเอินซ์ตีพิมพ์รายงานของศูนย์วิจัยอวกาศ มหาวิทยาลัยเท็กซัสที่วิเคราะห์ข้อมูลจากโครงการค้นหาแรงโน้มถ่วงและทดลอง สภาพอากาศหรือ GRACE ของสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซา) ดาวเทียมคู่แฝดของโครงการนี้เคยพบว่าแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกตะวันตกและแผ่น น้ำแข็งเกาะกรีนแลนด์กำลังละลายอย่างรวดเร็ว หากสองแผ่นนี้ละลายหมดจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีก 6-7 เมตร แต่หากแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกตะวันออกละลายหมดจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 50-60 เมตร นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่คิดว่าแผ่นน้ำแข็งนี้จะละลายเพราะอยู่ในบริเวณที่ อากาศเย็นจัด ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า ช่วงปี 2545-2549 แผ่นน้ำแข็งนี้อยู่ในสภาพเดิม แต่หลังจากปี 2549 เป็นต้นมาละลายมากถึงปีละ 57,000 ล้านตัน ขณะที่แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกตะวันตกและแผ่นน้ำแข็งเกาะกรีนแลนด์ละลายปีละ 132,000 ล้านตัน และ 273,000 ล้านตันตามลำดับ
ด้าน ดร.ริชาร์ด อัลลี นักธรณีวิทยาน้ำแข็งและธารน้ำแข็งชั้นนำของโลกเตือนว่า การอ่านข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมต้องรอบคอบ มีความเสี่ยงพลาดได้ เพราะทวีปแอนตาร์กติกามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว แผ่นน้ำแข็งหนาขึ้นมากในยุคน้ำแข็งล่าสุดเมื่อ 20,000 ปีก่อน และเมื่อแผ่นน้ำแข็งละลายแรงกดต่อหินใต้น้ำลดลงทำให้หินถูกดันสูงขึ้นมา

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความตายของท้องทะเล

 การขยายกำลังการผลิตของเอทานอล พลังงานทางเลือก กำลังนำความตายมาสู่ท้องทะเล โดยเฉพาะที่อ่าวเม็กซิโก ซึ่งเริ่มต้นจากบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี ในรัฐหลุยส์เซียนาไปจนถึงรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

พื้นที่การตายของพื้นน้ำนั้นมีหลายขนาด ตั้งแต่ไม่กี่ตารางเมตร กว้างไปจนถึง 6,000 – 7,000 ตารางไมล์

ดูอย่างผิวเผิน “สาหร่าย” (Algae) คงจะเป็นแพะรับบาปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจาก “ความตาย” ของอ่าวเม็กซิโก ที่กำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้นั้น เกิดจากการที่สาหร่ายปกคลุมพื้นน้ำทะเลและทำให้พื้นน้ำบริเวณนั้นไม่ได้รับและสัมผัสออกซิเจนอย่างเพียงพอ เป็นสาเหตุให้สัตว์น้ำ สิ่งมีชีวิต เช่น ปู กุ้ง ปลา ในบริเวณนั้นต้องอพยพและบางส่วนที่เคลื่อนไหวออกจากบริเวณได้ช้า เช่น สัตว์เซลล์เดียว หอย ฯลฯ ต้องล้มตายลง

แต่สาเหตุที่ทำให้สาหร่ายในบริเวณอ่าวเม็กซิโก เจริญเติบโตมากเกินกว่าสภาพปกตินั้น กลับมาจากภาคกสิกรรมจากบริเวณเหนือแม่น้ำมิสซิสซิปปี (Mississippi) ที่หันมาเพาะปลูกข้าวโพดเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมกรผลิตเอทานอล ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ

เมื่อฝนตก ปุ๋ยและเคมีภัณฑ์การเกษตร โดยเฉพาะไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ที่เหลือใช้ก็จะถูกชะล้างและพัดพามารวมกันที่บริเวณปากอ่าว  ทำให้สาหร่ายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากปุ๋ยและเคมีภัณฑ์การเกษตรของเหลือที่มีอย่างมากมาย (Nutrient overloading) เหล่านั้น ทำให้มันมีการแพร่กระจายและขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและหนาทึบ เมื่อมันตายลง  หรือถูกกินโดยแพลงตอนสัตว์ (Zooplankton) มันก็จะจมลงสู่ก้นทะเล เกิดการเน่าเปื่อยในน้ำลึกโดยแบคทีเรีย และกระบวนย่อยสลายนี่เองก็เป็นตัวดูดออกซิเจนที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วมาช่วยในการทำปฏิกิริยา ซึ่งทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำบริเวณนั้นลดน้อยลงไปอีก

                        
                          ภาพแสดงการแยกส่วนของน้ำจืด (ที่มีออกซิเจน) และน้ำเค็มส่วนล่าง (ที่ขาดออกซิเจน)


ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เมื่อผ่านพ้นฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ หิมะที่อยู่บนพื้นดินก็เริ่มละลายและน้ำจืดไหลลงสู่ทะเล โดยน้ำจืดที่ไหลมาใหม่นั้นจะไม่ผสมกับน้ำเค็มที่มีอยู่ก่อน แต่กลับแยกส่วนอยู่ด้านบนผิวน้ำ ทำให้โอกาสที่น้ำทะเลส่วนล่างจะได้รับออกซิเจนหมดลงไป ในขณะที่สาหร่าย ที่ยังมีชีวิตผลิตออกซิเจนจากกระบวนการสังเคราะห์แสง แต่แบคทีเรียที่ย่อยสลายสาหร่ายส่วนที่ตายก็นำเอาออกซิเจนมาช่วยการย่อยสลายเช่นเดียวกัน 

                                         
                                                     ภาพแสดงผิวน้ำที่เป็น Dead Zone

นักนิเวศวิทยาเรียก พื้นที่ท้องน้ำหรืออ่าวที่เกิดปรากฏการณ์ในลักษณะนี้ว่า “Dead Zone” หรือ “Hypoxia” ซึ่ง หมายถึง การที่มีออกซิเจนอยู่น้อย โดยทั่วไปแล้วออกซิเจนน้อยกว่า 2 ส่วนเมื่อเทียบกับน้ำ 1 ล้านส่วน (2ppm) หรือไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตของสัตว์น้ำ และไม่สามารถเป็นที่อยู่อาศัย (Habitat) ได้อีกต่อไป กระบวนทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันนี้เรียก “eutrophication”

ในปีที่ผ่านมา นักนิเวศวิทยาพบว่า Dead Zone ในอ่าวเม็กซิโกนั้นขยายใหญ่เป็นอันดับที่ 3 เมื่อเทียบกับข้อมูลที่มีการเก็บตั้งแต่ช่วงปี 1980 เป็นต้นมา

เมื่อสิ่งมีชีวิตในท้องน้ำล้มตายลงและอพยพหลบหนี ผลกระทบในระดับต่อไป ก็คือ อาชีพประมงและอุตสาหกรรมอาหารทะเลในท้องที่ ซึ่งที่ผ่านมา อาหารทะเลที่ใช้เลี้ยงคนอเมริกันนั้น 72% มาจากอ่าวเม็กซิโก

                           
                              ภาพแสดงบริเวณที่เกิด และคาดว่าจะเกิด Dead Zone


การตายของทะเลมิได้เกิดอยู่เฉพาะที่อ่าวเม็กซิโกเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในหลายๆปากแม่น้ำทั่วโลก เช่น ทะเลบอลติก (Baltic Sea) ในยุโรป ทะเลดำ (Black Sea)ซึ่งเป็น Dead Zone ที่ใหญ่ที่สุดที่โลก ชายฝั่งโอรากอน (อเมริกา) อ่าวเช็คสปีค (Chesapeake Bay) ทะเลสาบอีรี (Lake Erie) ปากแม่น้ำ Pearl River (จีน) เป็นต้น ส่วนปากแม่น้ำแยงซีนั้น ปัจจุบันยังไม่ถูกจัดเป็น Dead Zone แต่มีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็น Dead Zone ในนาคต

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ดาวเทียม ฉางเอ๋อ- 1 ชนดวงจัทร์ สิ้นสุดภารกิจ 16 เดือน



คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศเผย “ฉางเอ๋อ-1” ดาวเทียมสำรวจดวงจันทร์ดวงแรกที่จีนส่งขึ้นไปเพื่อถ่ายรูปพื้นผิวดวงจันทร์ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2550 ได้ร่วงชนดวงจันทร์เมื่อวันอาทิตย์เวลา 16.13 น.ตามเวลาท้องถิ่น สิ้นสุดภารกิจยาวนานถึง 16 เดือนภายใต้การควบคุมของศูนย์ควบคุมการบินอวกาศที่ปักกิ่ง

ด้านนายหู ฮ่าว ผู้อำนวยการศูนย์โครงการสำรวจดวงจันทร์ก็เคยให้สัมภาษณ์เมื่อครั้งยิงดาวเทียมตัวนี้ว่า ฉางเอ๋อ-1 ถูกออกแบบมาให้มีอายุขัย 1 ปี หมายความว่าจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับ 1 ปีเท่านั้น

“ในวงโคจรที่ห่างจากพื้นผิวดวงจันทร์ 200 กิโลเมตรนี้ ดาวเทียมจำเป็นต้องมีการปรับทิศหรือองศา รวมไปถึงการใช้เครื่องมือต่างๆในการทำงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่จะสิ้นเปลืองพลังงานทั้งสิ้น และเมื่อเชื้อเพลิงในตัวดาวเทียมหมดลง เราก็จะไม่สามารถควบคุมมันได้อีก สุดท้ายมันก็จะตกลงบนพื้นผิวของดวงจันทร์” หูระบุ

ทั้งนี้ ดาวเทียมฉางเอ๋อถูกส่งขึ้นอวกาศด้วยจรวดลองมาร์ช 3เอ โดยโครงการฉางเอ๋อ ประกอบด้วยปฏิบัติการ 3 ชุด สำหรับขั้นต่อไปคือ การส่งยานท่องดวงจันทร์ที่ไร้มนุษย์ไปเก็บก้อนหินบนพื้นดวงจันทร์ในปี 2555 และปฏิบัติการขั้นสาม คือส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ ซึ่งขณะนี้ จีนได้เล็งไว้ที่ปี 2563


ภาพของดาวเทียมฉางเอ๋อ-1 เมื่อครั้งถูกส่งขึ้นอวกาศและเปลี่ยนวงโคจรถึง 8 ครั้งก่อนจะเข้าสู่วงโคจรปฏิบัติการ

ภาพกราฟฟิกฉางเอ๋อ-1 ที่ถูกควบคุมให้พุ่งชนดวงจันทร์

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มอบ Media Box ให้ท้องถิ่นใช้ติดตามสถานการณ์น้ำ



สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดพิธีมอบอุปกรณ์ติดตามสถานการณ์น้ำอัตโนมัติ(Media Box)ให้กับหน่วยงานท้องถิ่น สำหรับใช้ติดตามข้อมูลน้ำและสนับสนุนการตัดสินใจสั่งการเตือนภัยจากระดับชุมชนสู่ระดับประเทศ โดยมีนายยงยุทธ วิชัยดิฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน พร้อมด้วย นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายประชา เตรัชน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
นายพรชัย กล่าวว่าจากการที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการร่วมกันภายใต้บันทึกข้อตกลง (MOU) "การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" ซึ่งมีการขยายผลการดำเนินงานจากระดับภูมิภาคสู่ระดับจังหวัดและระดับตำบล โดยโครงการพัฒนาภูมิสารสนเทศน้ำระดับตำบล ถือเป็นโครงการสำคัญที่ช่วยผลักดันและพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ในการใช้ข้อมูลดังกล่าวสนับสนุนการวางแผนบริหารจัดการน้ำ และพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำและอุทกภัย จากการนำผลวิจัยของกระทรวงวิทยาศาสตร์ ทั้งจากการสำรวจทางบกและทางน้ำ แผนที่ภาพถ่ายจากดาวเทียม ระบบตรวจวัดข้อมูลสภาพอากาศ ตลอดจนระบบคลังข้อมูลติดตามสภาพอากาศ และพัฒนาอุปกรณ์เพื่อใช้ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ หรือ Media Box ซึ่งเหมาะกับการใช้ติดตามข้อมูลอย่างง่ายให้กับชุมชน เพื่อให้ข้อมูลต่าง ๆ สามารถเข้าถึงท้องถิ่นและชุมชนได้สะดวก และสามารถใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาล และช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงมหาดไทยอีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

10 ปรากฎการณ์ประหลาด ผลกระทบวิกฤต "โลกร้อน!"


รู้สึกได้ว่า จากภาวะน้ำท่วมของไทย ทำให้หลายๆ คนหันมาอ่านสาระความรู้ หรือข่าวที่เกี่ยวกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมมากขึ้น เลยขุดกระทู้เก่าๆ เมื่อปี 2007 มาฝากชาว yenta4 ค่ะ ว่าข้อมูลเหล่านี้ เป็นจริงในปัจจุบันแค่ไหน ..ย้ำนะคะว่านี่คือบทความเมื่อปี 2007
----
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัย "โลกร้อน" ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน อาทิ อากาศร้อนขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังเป็นต้นเหตุของปรากฎการณ์แปลกๆ มากมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับการหายสาบสูญของทะเลสาบ โรคภูมิแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ วิถีโคจรของดาวเทียมในอวกาศ ฯลฯ!
สารภูมิแพ้แพร่ระบาดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เกิดปรากฎการณ์ประหลาดขึ้นทุกๆ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ
นั่นคือ ประชาชนไอ จาม ป็นภูมิแพ้ และหอบหืดกันง่ายขึ้นและบ่อยขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปกับสภาพมลพิษในอากาศ เป็นสาเหตุสำคัญของอาการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยใหม่ๆ ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นและมีระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมากขึ้น คือต้นเหตุทำให้พืชพรรณต่างๆ ผลิใบเร็วกว่าเดิม ขณะเดียวกันปริมาณละอองเกสรที่ฟุ้งกระจายไปตามอากาศก็มากขึ้นเช่นกัน
คนที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืดเมื่อสูดละอองเหล่านี้เข้าไปมากๆ อาการจึงกำเริบง่าย
สัตว์อพยพไร้ที่อยู่ผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ทำให้สัตว์บางชนิด เช่น กระรอก ตัวชิปมังก์ หรือแม้กระทั่งหนู ต้องอพยพหนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงขึ้น
สัตว์ที่กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ ได้แก่ "หมีขั้วโลก" ที่ในอนาคตอาจมีชีวิตอยู่ในถิ่นฐานเดิมแถบอาร์กติก ขั้วโลกเหนือไม่ได้ เนื่องจากธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว
"พืช"ขั้วโลกคืนชีพช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ผลจากภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลายเพราะโลกร้อน ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของพืชและสัตว์จำนวนมาก  ตามปกติ พืชแถบอาร์กติกจะถูกปกคลุมอยู่ในน้ำแข็งตลอดทั้งปี
แต่ปัจจุบัน เมื่อน้ำแข็งละลายมากขึ้นเรื่อย โดยเฉพาะในช่วงก่อนฤดูใบไม้ผลิต จึงทำให้พืชที่เคยถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งกลายเป็นอิสระ สามารถเริ่มกระบวนการสังเคราะห์แสงและกลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้ง
กลายเป็นอีก 1 ปรากฎการณ์ใหม่ของพื้นที่ขั้วโลกเหนือ
ทะเลสาบหายสาบสูญเรื่องประหลาดๆ ที่เกิดขึ้นในเขตอาร์กติก หรือ ขั้วโลกเหนือยังไม่หมดแค่นั้น
มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา "ทะเลสาบ" ประมาณ 125 แห่งได้หายสาบสูญไปจากเขตอาร์กติก เป็นสัญญาณหนึ่งที่ช่วยให้เห็นว่า ภัยโลกร้อนส่งผลกระทบเร็วมากต่อสภาพแวดล้อมแถบขั้วโลก
สาเหตุที่ทะเลสาบหายไปก็เพราะ "เพอร์มาฟรอส" ที่เป็นน้ำแข็งแข็งตัวอยู่ใต้พื้นทะเลสาบนั้นละลายหมดสิ้นไป ดังนั้น น้ำในทะเลสาบจึงซึมเข้าสู่พื้นดินข้างใต้ได้ เหมือนกับเวลาเราดึงจุกปิดน้ำออกจากอ่างอาบน้ำแล้วน้ำจึงไหลหมดไปจากอ่างนั่นเอง
นอกจากนี้ การที่ทะเลสาบขั้วโลกหายวับไป ยังส่งผลลูกโซ่ปั่นป่วนไปถึงระบบนิเวศในพื้นที่ที่พึ่งพิงน้ำจากทะเลสาบอีกด้วย
น้ำแข็งใต้พื้นโลกละลายภาวะโลกร้อนไม่ได้เพียงแค่ทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ชั้นน้ำแข็งถาวรที่มีอยู่ใต้พื้นผิวโลกค่อยๆ ละลายลดปริมาณลงไปเช่นกัน ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคตก็คือ จุดใต้พื้นโลก ซึ่งเคยเป็นน้ำแข็งหายไปจนเกิดเป็น "รูรั่ว" ใต้ดินขึ้นมา
เมื่อเป็นเช่นนี้สภาพทางภูมิศาสตร์ในพื้นที่ย่อมเปลี่ยนไป สิ่งปลูกสร้าง หรือ สิ่งก่อสร้างของมนุษย์ เช่น ทางรถไฟ ถนน บ้านเรือน ฯลฯ ซึ่งตั้งอยู่เหนือจุดดังกล่าวมีโอกาสได้รับความเสียหายตามไปด้วย
ถ้าปรากฎการณ์น้ำแข็งละลายเกิดขึ้นบนที่สูง เช่น ภูเขา จะก่อให้เกิดภัยธรรมชาติตามมา อาทิ หินถล่มและโคลนถล่ม เป็นต้น
ชนวนเกิดไฟป่านักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันตรงกันทั่วโลก ว่า ภัยโลกร้อนเป็นสาเหตุให้ธารน้ำแข็งละลายและพายุก่อตัวบ่อยและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต
ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะโลกร้อนยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด "ไฟป่า" ได้ง่ายขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก และชาติเมืองหนาวในซีกโลกตะวันตก ซึ่งตามปกติไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องไฟป่า ก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้กันแล้ว เหตุเพราะสภาพป่าแห้งกว่าเดิม จึงเป็นเชื้อไฟอย่างดี
ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงอยู่รอดโลกร้อนส่งผลให้หน้าหนาวหดสั้นลง และหน้าร้อนมาถึงเร็วขึ้น
บรรดา "นกอพยพ" หลายสายพันธุ์ต่างมึนงง ปรับ "นาฬิกาชีวภาพ" ในตัวของมันให้เข้ากับสภาพความผันแปรของฤดูกาลที่บิดเบี้ยวไปไม่ทัน
สัตว์ที่จะเอาชีวิตรอดจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนในทุกวันนี้ได้ต้องเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้น
ในที่สุดสัตว์ที่อยู่รอดจะต้อง "กลายพันธุ์" หรือปรับพันธุกรรมในตัวมันเสียใหม่ เพื่อรับมือภัยโลกร้อนให้ได้ และมีสัตว์หลายชนิดกำลังวิวัฒนาการตัวเองเช่นนั้นอยู่
ดาวเทียมโคจรเร็วกว่าเดิมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าถ่านหิน ยวดยานพาหนะ ฯลฯ คือ ตัวการสำคัญของวิกฤตโลกร้อน
ล่าสุดพบว่า เจ้าก๊าซตัวเดียวกันนี้เองที่ขึ้นไปสะสมมากขึ้นในชั้นบรรยากาศโลก ได้กลายเป็นต้นเหตุทำให้ "ดาวเทียม" ที่อยู่ในวงโคจรโลกเคลื่อนที่เร็วกว่าเดิม
ตามปกติ อากาศในบรรยากาศชั้นนอกสุดของโลกจะเบาบาง แต่โมเลกุลของอากาศจะยังคงมีแรงดึงดูดมากพอในการทำให้ดาวเทียมโคจรช้าๆ ดังนั้น เราอาจเคยได้ยินข่าวกันมาบ้างว่า ผู้ควบคุมต้องจึดระเบิดดาวเทียมเป็นระยะๆ เพื่อให้ดาวเทียมโคจรต่อไปอย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ลอยไปสะสมในบรรยากาศชั้นล่างมากไป จะทำแรงดึงดูดของบรรยากาศชั้นนอกสุดลดกำลังลง ดาวเทียมจึงโคจรเร็วกว่าปกติ
ภูเขากระเด้งตัวเหนือพื้นโลกภูเขาและเทือกเขาสูงหลายแห่งทั่วโลกกำลังขยายตัว "สูง" ขึ้น เพราะผลจากโลกร้อน!! นั่นเป็นเพราะ ตามธรรมชาติที่ผ่านๆ มานับพันปี ยอดภูเขาในเขตหนาวเย็นโดยทั่วไปจะมี "น้ำแข็ง" ปกคลุมอยู่ ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับตุ้มน้ำหนักที่คอยกดทับให้ฐานล่างของภูเขาทรุดต่ำลงไปใต้พื้นผิว
เมื่อน้ำแข็งบนยอดเขามลายสูญสิ้นไป ส่วนฐานล่างที่เคยถูกกดจมดินลงไปจะค่อยๆ กระเด้งคืนตัวกลับมาเหนือผิวโลกอีกครั้ง
โบราณสถานเสียหายโบราณสถาน เมืองเก่าแก่ ซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ อันเป็นสิ่งแสดงถึงวัฒนธรรมอันรุ่งเรื่องของมนุษย์ในอดีตได้รับผลกระทบจากโลกร้อน
เหตุเพราะโลกร้อนทำให้อากาศทั่วโลกแปรปรวน ทั้งเกิดพายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง และล้วนแต่ยิ่งสร้างความเสียหายให้กับมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมอยู่แล้ว
โบราณสถานอายุ 600 ปีในจังหวัดสุโขทัยของประเทศไทยเรา ก็เคยเสียหายอย่างหนักเพราะภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเป็นผลจากภัยโลกร้อน มาแล้วเช่นกัน